“จงมอบสิ่งที่คุณมีให้กับคนอื่นมันอาจออกมาดีกว่าที่คุณจินตนาการไว้มาก”

ไลฟ์สไตล์

-เฮนรี วาดส์เวิร์ท ลองเฟลโลว์

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์นั้นมีอยู่มากมาย แต่ที่อันตรายที่สุดคือความเชื่อเรื่อง “อัจฉริยะฉายเดี่ยว” หรือผู้มีพรสวรรค์เหนือมนุษย์ที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นในประวัติศาสตร์โดยปราศจากที่มาที่ไป และไม่เคยได้รับอิทธิพลจากใครมาก่อนราวกับว่าเหล่าทวยเทพประทานความสามารถให้คนเหล่านี้โดยตรง เมื่อไหร่ที่พวกเขาเกิดแรงบันดาลใจ มันจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าฟาด หลอดไฟในหัวจะสว่างวาบ จากนั้นพวกเขาจะขลุกอยู่ในห้องทำงาน ขัดเกลาไอเดียจนได้ออกมาเป็นผลงานชิ้นเอกแล้วจึงนำไปเผยแพร่ต่อโลกภายนอกพร้อมเสียงตอบรับแบบถล่มทลายถ้าคุณเชื่อเรื่องนี้ ก็เท่ากับคุณเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นผลมาจากการปลีกวิเวกของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ไม่กี่คน (ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนจากโลกนี้ไปแล้ว) เช่นโมราร์ท ไอน์สไตน์ และปีกัสโซ ส่วนคนธรรมดาอย่างเราก็ทำได้แค่ยืนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงในความสำเร็จของพวกเขา

ทั้งนี้ยังมีแนวคิดเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าไบรอัน อีโน นักดนตรีชื่อดังเรียกแนวคิดดังกล่าวว่า “แหล่งบ่มเพาะความเก่งกาจ (scenius)” เขามองว่าไอเดียเจ๋ง ๆ มักเกิดจากกลุ่มคนที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสร้าง “สภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความเก่งกาจ”ขึ้นมา คนเหล่านี้อาจเป็นศิลปิน คนดูแลพิพิธภัณฑ์ นักคิด นักทฤษฎีหรือผู้นำแฟชั่นก็ได้ ถ้าคุณลองมองย้อนกลับไปในอดีตจะพบว่า จริง ๆ แล้วใครหลายคนที่เรามองว่าเป็นอัจฉริยะฉายเดี่ยวนั้นล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ “กลุ่มคนที่คอยสนับสนุนซึ่งกันและกัน ศึกษาและลอกเลียนแบบผลงานของกันและกัน ขโมยและแบ่งปันไอเดียให้แก่กัน” ความเชื่อเช่นนี้ไม่ได้ลดทอนคุณค่าของความสำเร็จที่บุคคลผู้ยิ่งใหญ่สร้างขึ้น แต่ทำให้เราตระหนักว่าผลงานดี ๆ ไม่ได้เกิดจากอากาศธาตุ และความคิดสร้างสรรค์ล้วนเป็นผลมาจากความร่วมมือและการเชื่อมโยงความคิดของใครหลายคนเข้าด้วยกัน

เหตุผลที่ผมชอบแนวคิดดังกล่าวก็เพราะมันช่วยให้คนธรรมดา ๆ อย่างเราซึ่งไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้าง การเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งบ่มเพาะความเก่งกาจนั้นไม่ได้เกี่ยวกับว่าคุณฉลาดหรือมีพรสวรรค์มากแค่ไหน แต่เกี่ยวกับว่าคุณมีอะไรจะมอบให้คนในกลุ่มมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นไอเดีย ที่คุณแบ่งปัน เครือข่ายความสัมพันธ์ที่คุณมีหรืทอบนสนทนาที่คุณสร้างขึ้น ถ้าลองลืมเรื่องอัจฉริยะฉายเดี่ยวไปก่อนแล้วหันมาขบคิดว่าเราจะส่งเสริมและมีส่วนร่วมในแหล่งบ่มเพาะความเก่งกาจได้อย่างไร ความคาดหวังของเราก็จะเปลี่ยนไป เราจะเลิกถามว่าคนอื่นทำอะไรให้เราได้บ้าง แต่จะถามว่าเราสามารถทำอะไรให้คนอื่นได้แทน

ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่สามารถเข้าร่วมในแหล่งบ่มเพาะความเก่งกาจได้ง่ายดายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อันที่จริงอินเทอร์เน็ตก็คือกลุ่มก้อนของแหล่งบ่มเพาะความเก่งกาจที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกันโดนปราศจากข้อจำกัดด้านระยะทาง (แม้ว่าผู้ใช้จะอยู่ไกลกันคนละซีกโลกก็ตาม) ทั้งบล็อกโซเซียลมีเดีย อีเมล์กลุ่ม และเว็บบอร์ดล้วนเป็นพื้นที่เสมือนที่ผู้คนสามารถมารวมตัวกันและพูดคุยในเรื่องที่ตัวเองสนใจได้ ไม่มีใครคอยกีดกัน ไม่มีกำแพงขวางกั้นการเข้าร่วม คุณไม่จำเป็นต้องร่ำรวย มีชื่อเสียง มีประวัติการทำงานดีเด่น หรือจบจากโรงเรียนชื่อดังก็สามารถแบ่งปันสิ่งต่าง ๆ ในโลกออนไลน์ได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นศิลปินหรือคนดูแลพิพิธภัณฑ์เป็นอาจารย์หรือเด็กฝึกงาน เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือมือสมัครเล่นก็ตาม

ชาลี

สวมบทมือสมัครเล่น

“สิ่งเดียวที่เราเป็นได้คือมือสมัครเล่นเพราะชีวิตเราไม่ยืนยาวพอที่จะเป็นอย่างอื่นได้เลย”

-ชาร์ลี แชปลิน-

พวกเราทุกคนล้วนกลัวจะถูกมองว่าเป็นแค่มือสมัครเล่น แต่ทุกวันนี้มือสมัครเล่นต่างหากที่เป็นฝ่ายได้เปรียบพวกมืออาชีพ คนเหล่านี้มีความกระตืนรือร้นอย่างเต็มเปี่ยมและทำงานด้วยใจรัก พวกเขาไม่คำนึงถึงชื่อเสียง เงินทอง หรือความก้าวหน้าในอาชีพการงานเลย (คำว่ามือสมัครเล่นหรือ amateur มาจากคำว่า “คนรัก” ในภาษาฝรั่งเศส) และด้วยความที่ไม่มีอะไรจะเสีย มือสมัครเล่นจึงมักยินดีลองทำสิ่งใหม่ ๆ และแบ่งปันผลลัพธ์ที่ออกมา พวกเขาไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป แต่จะลองทำทุกอย่างและเดินหน้าโดยปราศจากความลังเล บางครั้งการทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่มีความเป็นมืออาชีพก็พาพวกเขาไปสู่การค้นพบใหม่ ๆ พระนิกายเซนซื่อซุซุกิ ชุนริว ได้กล่าวไว้ว่า “ในความคิดของมือสมัครเล่นความเป็นไปได้นั้นมีอยู่มากมาย แต่ในความคิดของผู้เชี่ยวชาญ ความเป็นไปได้นั้นมีน้อยเหลือเกิน”

<< กลับหน้าหลัก