“ผลงานพูดเองไม่ได้”

ศิลปะพูดไม่ได้

ลองหลับตาแล้วจินตนาการว่า คุณเป็นนักสะสมผู้มั่งคั่งที่เพิ่งเดินเข้าไปในห้องจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ศิลปะ บนผนังตรงหน้ามีภาพวาดขนาดใหญ่ความสูงกว่า 3 เมตรอยู่สองภาพ ทั้งคู่แสดงภาพท่าเรือยามเย็น เมื่อมองไกล ๆ จากอีกฟากของห้อง ทั้งสองภาพนี้ดูไม่แตกต่างกันเลย ทุกองค์ประกอบล้วนเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นเรือ เงาสะท้อนบนผืนน้ำ หรือดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับฟ้า เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ คุณก็พบว่าไม่มีคำอธิบายใต้ภาพหรือป้ายบอกข้อมูลอะไรทั้งสิ้น คุณเริ่มหมกมุ่นกับภาพวาดทั้งสองและตั้งชื่อให้ว่าภาพ A และภาพ B แล้วใช้เวลาเป็นชั่วโมงไปกับการเพ่งพินิจภาพทั้งสองสลับกันไปมา คุณถึงขั้นเปรียบเทียบฝีแปรง แต่ก็ไม่พบความแตกต่างเลยแม้แต่จุดเดียว

ก่อนที่คุณจะเดินไปหาเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์หรือใครสักคนเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับผลงานอันน่าพิศวงทั้งสองชิ้น หัวหน้าผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ก็เดินเข้ามาพอดี คุณรีบถามถึงที่มาของภาพด้วยความกระตือรือร้น เขาจึงเล่าให้ฟังว่าภาพ A นั้นถูกวาดขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 17 โดยศิลปินชาวดัตช์ “ แล้วภาพ B ล่ะ “ คุณถามต่อ “ อ้อ ภาพ B เป็นของที่ทำเลียนแบบน่ะครับนักศึกษาจากวิทยาลัยศิลปะในละแวกนี้เป็นคนวาดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนนี้เอง “

แทงบอลออนไลน์

คราวนี้มองภาพวาดทั้งสองอีกครั้งสิครับ ภาพไหนดูสวยกว่ากัน ภาพไหนที่คุณอยากจะนำกลับบ้าน

การปลอมแปลงงานศิลปะเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดมาก พอลบลูม ศาสตราจารย์สาขาจิตวิทยากล่าวว่า “ คุณอาจคิดว่าความสุนทรีย์ที่คุณได้รับจากภาพวาดนั้นขึ้นอยู่กับลายเส้น สีสัน หรือลวดลายของมันถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็ไม่น่าจะสำคัญว่าภาพวาดนั้นเป็นของแท้หรือของปลอม “ แต่สมองของมนุษย์เราไม่ได้ทำงานแบบนั้น “เมื่อผู้คนได้ดูสิ่งของได้ชิมอาหาร หรือได้เห็นภาพใบหน้าของใครสักคน การประเมินของพวกเขา ( ในแง่ของความชอบและคุณค่า ) จะได้รับอิทธิพลอย่างมากจากคำอธิบายของคุณ “

ในหนังสือเรื่อง Significant Objects โจชัว เกลนน์ และร็อบ วอล์กเกอร์ได้เล่าถึงการทดลองที่พวกเขาทำขึ้นเพื่อทดสอบสมมุติฐานที่ว่า “เรื่องราวเป็นตัวปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างทรงพลัง ถึงขั้นที่เราสามารถประเมินผลกระทบที่จับต้องได้ยากของมันให้ออกเป็นตัวเลขได้อย่างชัดเจนเลยทีเดียว” ก่อนอื่นพวกเขาจะตระเวนไปตามร้านขายของราคาประหยัด ตลอดนัดของมือสอง และงานเปิดท้ายขายของเก่าเพื่อกว้านซื้อของที่ “ไร้ค่า” ในราคาประมาณ 1.25 ดอลลาร์ต่อชิ้น จากนั้นก็จ้างนักเขียนทั้งที่มีชื่อเสียงและไม่มีชื่อเสียงมาแต่งเรื่องราวที่น่าสนใจให้กับของเหล่านั้น แล้วจึงนำเรื่องที่แต่งขึ้นไปใช้เป็นคำอธิบายสินค้าในการประมูลขายผ่านเว็บไซต์อีเบย์ และกำหนดราคาตั้งต้นเท่ากับราคาที่ซื้อของชิ้นนั้นมา เมื่อการทดลองสิ้นสุดลง ปรากฏว่าพวกเขาทำเงินได้ถึง 3,612.51 ดอลลาร์จากของเบ็ดเตล็ดที่ซื้อมาในราคาแค่ 128.74 ดอลลาร์เท่านั้น

ยูฟ่าเบท

ถ้อยคำนั้นมีความสำคัญมาก พวกศิลปินชอบพูดประโยคที่ว่า “งานของฉันจะบอกเล่าทุกอย่างเอง” แต่ความจริงก็คือผลงานพูดไม่ได้หรอกครับมนุษย์เราอยากรู้ว่าสิ่งต่าง ๆ มีที่มาจากไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร และใครเป็นคนทำขึ้นมา เรื่องราวที่คุณเล่าออกมาส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อความรู้สึกและความเข้าใจที่ผู้คนมีต่องานของคุณ รวมถึงคุณค่าของมันในสายตาพวกเขาด้วย “ทำไมเราต้องพูดถึงเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ความกดดัน ความยากลำบากหรือความผิดพลาดที่ต้องเผชิญก่อนจะออกมาเป็นผลงานที่เสร็จสมบูรณ์น่ะหรือ” ช่างภาพชื่อเรเซล ซัสแมน ตั้งคำถาม “ก็เพราะคนที่เสพงานของเราเป็นเพียงมนุษย์เดินดิน และมนุษย์ทุกคนล้วนมองหาความเชื่อมโยงเรื่องราวจะทำให้สิ่งที่ซับซ้อนดูเข้าถึงได้ง่ายขึ้น กระตุ้นให้ความคิดเชื่อมโยงและเพิ่มมนตร์เหน่ห์ให้กับสิ่งที่ดูไม่น่าสนใจ”

<< กลับหน้าหลัก