“หลายคนชินกับการมองแค่ผลลัพธ์ของงาน แต่ไม่เคยมองอีกด้านหนึ่งของงานที่คุณทำเพื่อให้ได้ผลลัพธ์นั้นออกมา”

ศิลปะ

เวลาที่จิตรกรพูดถึงงานของตัวเอง เขาอาจพูดถึงสองอย่างที่แตกต่างกัน อย่างแรกคืองานศิลปะ ซึ่งหมายถึงผลงานเสร็จสมบูรณ์ที่ถูกนำไปใส่กรอบแขวนไว้ตามผนังของห้องจัดแสดง อย่างที่สองคือการทำงานศิลปะซึ่งหมายถึงกระบวนการทำงานเบื้องหลังทั้งหมดที่เกิดขึ้นทุกวันในห้องสตูดิโอ

ทั้งการมองหาแรงบันดาลใจ การคิดค้นไอเดีย การลงสีน้ำมันบนผืนผ้าใบ และอื่น ๆ อีกมากมาย กระบวนการทำงานของจิตรกรกับผลลัพธ์ที่ออกมานั้นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เหมือนที่เกิดขึ้นกับงานประเภทอื่น ๆ เช่นกัน

โดยทั่วไปแล้วศิลปินมักถูกปลูกฝังให้เก็บกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานเอาไว้กับตัว ในหนังสือเรื่อง Art and Fear เดวิด เบย์เลส และเท็ดออร์แลนด์ ได้เน้นย้ำถึงแนวคิดดังกล่าวไว้ว่า “สำหรับผู้ชม สิ่งสำคัญคือผลลัพธ์ ซึ่งหมายถึงชิ้นงานศิลปะที่เสร็จสมบูรณ์

แต่สำหรับตัวคุณเอง สิ่งสำคัญคือกระบวนการทำงาน ซึ่งหมายถึงประสบการณ์ในการสร้างสรรค์งานชิ้นนั้นขึ้นมา” ศิลปินถูกคาดหวังให้เก็บงำทุกอย่างเป็นความลับ ไม่แพร่งพรายไอเดียและงานของตนให้ใครรู้ และเฝ้ารอจนกว่าจะคลอดชิ้นงานสุดวิเศษออกมาแล้วค่อยไปสื่อสารกับผู้ชม “รายละเอียดเบื้องหลังการสร้างงานศิลปะเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจเลยแม้แต่น้อยในสายตาผู้ชม” เบย์เลสกับออร์แลนด์เขียนไว้ “นั่นก็เพราะมันไม่เคยปรากฏออกมาให้เห็นเลยในชิ้นงานที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว”

จิตรกร

ที่พูดมาทั้งหมดนี้ฟังดูสมเหตุสมผลในยุคก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ต เพราะในสมัยนั้นช่องทางเดียวที่ศิลปินสามารถสื่อสารกับผู้ชมได้คือผ่านงานจัดแสดงศิลปะหรือไม่ก็นิตยสารศิลปะ แต่ทุกวันนี้ศิลปินสามารถเผยแพร่ทุกสิ่งที่ต้องการผ่านทางอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ได้ตลอดเวลาโดยแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย พวกเขาเลือกได้ว่าจะเผยแพร่ผลงานหรือเรื่องราวของตัวเองมากมายแค่ไหน รวมทั้งสามารถเปิดเผยกระบวนการทำงานได้ตามที่ใจต้องการอีกด้วย โดยอาจปล่อยภาพร่างหรือชิ้นงานที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ออกมา โพสต์รูปถ่ายสตูดิโอของตัวเอง หรือเขียนบล็อกเกี่ยวกับบุคคลต้นแบบ แรงบันดาลใจ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ทีตัวเองใช้ก็ย่อมได้ การบอกเล่าเกี่ยวกับงานที่ทำในแต่ละวัน (ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญอย่างแท้จริง) จะช่วยให้พวกเขาผูกสัมพันธ์กับผู้ชมในแบบที่ไม่สามารถทำได้ด้วยวิธีอื่น

สำหรับศิลปินจำนวนมาก (โดยเฉพาะคนที่เติบโตในช่วงก่อนยุคดิจิตอล) การเปิดเผยกระบวนการทำงานแบบนี้เป็นแนวคิดที่น่าหวาดกลัวไม่น้อยเพราะมันต้องอาศัยการเปิดใจและการเปิดช่องให้คนอื่นโจมตี เอดการ์แอลลัน โพ นักเขียนผู้โด่งดังได้เขียนไว้เมื่อปี 1846 ว่า “นักเขียนส่วนใหญ่โดยเฉพาะกวีมักชอบให้ผู้คนเข้าใจว่าพวกเขาสร้างงานจากอารมณ์ศิลปินล้วน ๆ และจะออกอาการกลัวอย่างเห็นได้ชัดเมื่อต้องเปิดเผยเบื้องหลังการทำงานให้สาธารณชนได้เห็น” แต่มนุษย์เราล้วนอยากรู้เรื่องของคนอื่นและสนใจใคร่รู้ในสิ่งที่คนอื่นทำ “ผู้คนอยากรู้กันจริง ๆ ว่าไส้กรอกถูกผลิตขึ้นมายังไง” นักออกแบบชื่อแดน โพรโวสต์ และทอม เจอร์ฮาร์ต เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง It Will Be Ex-hilarating “เมื่อแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ นั่นเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าเห็นบุคคลที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์ทั้งหลาย แล้วคุณจะสร้างความสัมพันธ์กับพวกเขาขึ้นมาได้” ผู้ชมไม่ได้แค่อยากเห็นผลงานชิ้นเยี่ยม แต่อยากปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการสร้างสรรค์ด้วยเหมือนกันถ้าเราเลิกยึดมั่นถือมั่นและแบ่งปันกระบวนการทำงานของตัวเอง นั่นเท่ากับว่าเราเปิดโอกาสให้คนอื่นได้ผูกสัมพันธ์กับเราและผลงานของเราซึ่งจะยิ่งช่วยให้เราสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้มากขึ้น

ยูฟ่าเบท

<< กลับหน้าหลัก